< กลับไปหน้าแรก>


 


อี้จิง ... เกิดขึ้นได้อย่างไร

 


ผังก่อนฟ้า (โซยทีโป๊ยข่วย)
(ตำราแปดภาพลักษณ์ของ "ฮกฮี")

เมื่อ 4,500 ปีก่อนคริสตศักราช ปราชญ์ผู้หนึ่งนามว่า "ฮกฮี" (ฟูซี) เป็นที่รักใคร่ของคนในเผ่ามาก และทำประโยชน์มากมายให้กับเผ่า จึงได้รับการสถาปนา ให้เป็นหัวหน้าปกครองเผ่า แม้คนต่างเผ่ายังสวามิภักดิ์ จึงเทียบได้กับเป็นกษัตรย์ในสมัยนั้น

ในสมัยฮกฮี (หรือ ฟูซี) เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของชนในเผ่า ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ จึงทำให้เขาเกิดแรงดลใจ ที่จะค้นหาความสำพันธ์ของธรรมชาติ จึงเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่น ยามอาทิตย์คล้อยลง ดวงจันทร์ก็ขึ้นมาแทน การโคจรหมุนเวียนของดาว ภูเขาที่สูงตระหง่านกับภูเขาที่ลึกลง น้ำขึ้นน้ำลง น้ำที่ไหลไปมากับน้ำที่หยุดนิ่ง

" สรรพสิ่งที่เป็นธรรมชาติเหล่านี้ แท้จริงแล้วคืออะไร "
"จะใช้อะไรเป็นสิ่งสื่ออธิบายให้กับชนรุ่นหลัง"

เนื่องด้วยสมัยนั้น ยังไม่มีตัวอักษร และด้วยสติปัญญาอันล้ำเลิศของเขา ทำให้เขานึกถึงสัญลักษณ์ง่ายๆ 2 แบบ แต่ถือเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ ซึ่งซ่อนแฝงทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ในสัญลักษณ์ทั้ง 2 นั้น จึงได้สร้าง สัญลักษณ์ภาพชุดแรกของโลก คือ ผังก่อนฟ้า หรือ โซยทีโป๊ยข่วย หรือ ฮกฮีโป๊ยข่วย

ฮกฮี เฝ้าแหงนมองปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า และเฝ้ามองกฏแห่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนพื้นดิน มองหารูปธรรม ที่ชัดเจนจากสิ่งใกล้ตัว พร้อมทั้งแบ่งแยกสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล ให้เป็นไปตามสภาพธรรมชาติได้ 8 รูปแบบ และมาวางตำแหน่งลงบนแผนภาพ ซึ่งกำหนดตำแหน่งให้คงที่ เกิดเป็นทิศทั้ง 8 แต่ละทิศ หรือ แต่ละตัวแทนของสรรพสิ่งทั้ง 8 นั้นเกิดจากการผสมผสานกันระหว่างขีด อิม และ ขีดเอี๊ยง

แปดภาพลักษณ์นี้ เป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ธรรมชาติ 8 รูปแบบ เป็นสิ่งที่แทนสรรพสิ่งทั้งปวงในจักรวาล คือ ฟ้า, มหานที, ไฟ, สายฟ้า, ลม, น้ำ, ภูเขา, พื้นดิน และเนื่องจากแผนภาพนี้สร้างโดย ฮกฮี จึงเรียกชื่อว่า "ฮกฮีโป๊ยข่วย" หรือ "โซยทีโป๊ยข่วย"

<กลับขึ้นไปข้างบน> <กลับไปหน้าแรก>


ผังหลังฟ้า (เอ่าทีโป๊ยข่วย)
(ตำราแปดภาพลักษณ์ของ "โจวเหวินหวัง")

หลังจากสมัยฮกฮีมา ผังแปดภาพลักษณ์ยังไม่มีใครมาคิดค้น และ พัฒนาต่อ จนกระทั่งราว 2000 ปีก่อนคริสตศักราช คือ ยุคสมัย อึ้งตี่ เยี้ยว สุ่ง มาถึงราชวงศ์เซียง (หรือ ราชวงศ์ซาง) ราชวงศ์เซียงสืบทอดมาถึงรุ่นที่ 28 ฮ่องเต้ เซียงติ๋วครองแผ่นดิน เป็นคนโหดร้าย ป่าเถื่อน มัวเมาในกามรมย์ ไม่ดูแลทุกข์สุขของแผ่นดิน

ขุนนางแห่งหัวเมืองตะวันตกแห่ง กีเซียงชื่อ จิวบุ้งอ้วง (หรือ โจวเหวินหวัง) ได้เข้ากราบทูลให้ปรับปรุงแก้ไข แต่กลับเป็นการยั่วยุให้ฮ่องเต้โกรธ จึงถูกสั่งให้นำตัวไปคุมขังไว้ในเรือนจำ "แบะลี้" นาน 7 ปี

จิวบุ้งอ้วง (หรือ โจวเหวินหวัง) ใช้เวลาตลอด 7 ปีที่อยู่ในเรือนจำค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับ "ฮกฮีโป๊ยข่วย" และได้ศึกษาจนพบว่าตำแหน่งของภาพลักษณ์นั้น ยังไม่เหมาะสมจึงได้ทำการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทั้ง 8 ใหม่ แผนภาพใหม่นี้จึงเรียกว่า "โจวอี้โป๊ยข่วย" หรือ "เอ่าทีโป๊ยข่วย" หรือ ผังหลังฟ้า

และยังได้พัฒนาจาก 8 ภาพลักษณ์ขึ้นมาเป็น 64 ภาพลักษณ์ (หรือที่เรียกกันว่า 64 ข่วย) และกำหนดชื่อให้แต่ละภาพ พร้อมทั้งแปลความชื่อที่ตั้งไว้ ออกมาเป็นคำกลอนประจำภาพ

หลังจากที่ติดคุกอยู่ 7 ปี เมื่อ จิวบุ้งอ้วง (หรือ โจวเหวินหวัง)ออกมา ก็ได้ตั้งกลุ่มเพื่อล้มราชวงศ์ซาง แต่โจวเหวินหวังต้องเสียชีวิตก่อนที่ การโค่นอำนาจจะสำเร็จ บุตรของโจวเหวินหวังจึงขึ้นครองราชย์ (1121 ปีก่อนค.ศ.) และสถาปนาเป็นราชวงศ์โจว โดยยกย่องให้บิดาของตน คือ จิวบุ้งอ้วง (หรือ โจวเหวินหวัง) เป็น ปฐมกษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์โจว (จนเป็นที่รู้จักกันต่อมาว่าเป็นฮ่องเต้ที่ไม่ได้ครองบัลลังก์)

บุตรคนที่ 4 ของ จิวบุ้งอ้วง ชื่อ จิวกงตั่ง หลังจากรับราชการอยู่พักหนึ่ง ก็เบื่อหน่ายและลาออกจากราชการ มาเก็บตัวอย่างสันโดษ และทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ค้นคว้าปรัชญาที่ลึกซึ้งของ 64 พร้อมกับตั้งชื่อ ตีความ และ ให้ความหมายของภาพเพิ่มเติม ผ่านคำกลอน จึงเกิดเป็นหนังสือที่ใช้ชื่อว่า "จิวอี้" หรือ "โจวอี้" หรือ "จิวเอี้ยะ" (เพื่อบ่งบอกว่าหนังสือเกิดขึ้นในราชวงศ์จิว) ได้รับการเรียกขานว่า "เอี้ยะเกีย" คนทั่วๆไปเรียกว่า "หนังสือไร้อักษร" เป็นหนังสือเล่มเดียวในโลกนี้ ที่สร้างรูปวาดของเส้นโครงสร้าง ผ่านการเปลี่ยนแปรมา 3,000 กว่าปีจึงออกมาเป็นตัวอักษร ที่ปรากฏในหนังสือปรัชญาเล่มนี้ หรือที่เราเรียกกันว่า "คัมภีร์อี้จิง" (คำภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง)

<กลับขึ้นไปข้างบน> <กลับไปหน้าแรก>


คัมภีร์อี้จิง (หรือคัมภีร์ โจวอี้)
ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

นักปราชญ์อีกท่านที่มีบทบาทสำคัญในการ พัฒนาปรัชญา และ ศาสตร์อี้จิง คือ "ขงจื้อ" ท่านเป็นผู้นำ 64 ภาพลักษณ์ (64 ข่วย) มาอธิบาย ตีความหมายเพิ่มเติมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และอธิบายคำศัพท์ต่างๆ ใน คัมภีร์อี้จิงทั้งหมด เป็นหนังสือขึ้นมาอีก 10 เล่ม

เมื่อขงจื้อได้ศึกษาจนเข้าใจ ภูมิปัญญาอันลึกซึ้งที่ซ่อนแฝงอยู่ในอี้จิงแล้ว ถึงได้กล่าวออกมาว่า

"หากมีเวลาอีก 50 ปี จะใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดมาศึกษาอี้จิง เพื่อจะได้ไม่ดำเนินชีวิตผิดพลาดเหมือนอย่างที่ผ่านมา"

คำแปล ที่เราได้เห็น ได้อ่านในปัจจุบันนี้ เป็นฉบับที่ท่านขงจื้อเป็นผู้แปล และ เรียบเรียงขึ้นมา

<กลับขึ้นไปข้างบน> <กลับไปหน้าแรก>


ภูมิปัญญาอะไรที่แฝงอยู่ใน คัมภีร์อี้จิง

หนังสือที่ค้นคว้าเกี่ยวกับ "อี้จิง" หรือ "โจวอี้" นี้ มีจุดประสงค์หลักอยู่ที่ ต้องการไขความถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย ในจักรวาล ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในหนังสือแฝงด้วยสิ่งที่เกี่ยวกับวัฏจักรของสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น อิม เอี๊ยง, ความแข็ง ความอ่อน, เคลื่อนไหว สงบนิ่ง เพื่อนำไปแสวงหาสาระสำคัญในหลักปรัชญา ที่มีต่อกฏเกณฑ์ ต่างๆของมวลสิ่งในปัจจุบัน รับมือกับการสมาคม การเข้าสังคม การใช้ชีวิตของมนุษย์ แสวงหาวิธีการพยากรณ์เรื่องราวเกี่ยวกับอนาคต สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้ภูมิปัญญาอย่างสูง

นี่คือ ตรรกของอี้จิง เมื่อถึงจุดสูงสุด ก็จะปรับตัวลงต่ำ, เมื่อเข้าตาจนก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง, เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะทำให้เกิดความกระจ่าง, ถ้าเข้าใจถึงหลักของอี้จิงแล้ว ถึงแม้จะเผชิญกับภาวะคับขัน ก็สามารถเอาตัวรอดได้

อี้จิง พื้นฐาน ภูมิปัญญาสำคัญในการก่อเกิดวิชาความรู้ขึ้นมาอีกหลายแขนง ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้หลักการของ การผันเปลี่ยนตามกฏแห่งธรรมชาติ อันประกอบด้วย ท้องฟ้า พิภพ สิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม น้ำ ภูเขา หรือ แม้แต่ดวงดาวต่างๆในจักรวาล ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กัน เมื่อสามารถเข้าใจธรรมชาติเหล่านั้นจนเป็นหนึ่งเดียวแล้ว นักปราชญ์ในสมัยโบราณจึงสามารถใช้ อี้จิง เป็นพื้นฐานในการพัฒนาวิชาต่างๆขึ้นมา อีก 5 แขนงหลักๆ คือ

  • "ซัว" (ภูเขา) เป็นหลักการเกี่ยวกับการฝึกกำลังภายใน พลังปราณ ชี่กง และ ศาสตร์ฮวงจุ้ย
  • "เหมี่ย" (ดวงจีน ดูดวงจากวันเดือนปีเกิด)
  • "อุย" (แพทย์แผนโบราณของจีน เช่น การแมะ การฝังเข็ม)
  • "เสี่ยง" (การดูโหงวเฮ้ง)
  • "ปกข่วย" (การเสี่ยงทาย ทำนายทายทัก)

ซึ่งวิชาทั้ง 5 แขนงนี้ ก็ได้ถูกนำไปขยายผลต่อ เกิดเป็นวิชาการต่างๆ ขึ้นมาอีกมากมาย แม้แต่การแพทย์สมัยใหม่ เช่น DNA RNA ของมนุษย์ หรือ ระบบคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

<กลับขึ้นไปข้างบน> <กลับไปหน้าแรก>


   

copyright by อาจารย์ กิตติภพ ภักดียิ่งยง
webmaster@fengshui168.net